“ครูบาชัยยะวงศา”ลูกศิษย์ครูบาศรีวิชัย สอนวิธีทำบุญเพียงน้อยนิดกลับได้อานิสงส์มากมายแบบนี้

สวัสดีจ้าวันนี้เรื่องเล่าชาวสยามจะพาทุกคนมาศึกษาเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ตำนาน อภินิหารพระเกจิ ความลี้ลับ ไสยศาสตร์ เพราะในประเทศไทยของเรานั้น ต่างก็มีจุดเด่นทางความเชื่อและมีสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาแหล่งรวมประวัติศาสตร์ที่มีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมากวันนี้เราขอมานำเสนอเรื่องเล่าครูบาชัยยะวงศา มาให้อ่านเพื่อศึกษากัน ติดตามรับชมกันได้เลยหากกล่าวถึง“ครูบาชัยยะวงศา”ท่านเป็นพระอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่งของแผ่นดินธรรมท่านเป็นศิษย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัยตนบุญผู้ยิ่งใหญ่ท่านมีเมตตามากโดยเฉพาะคนไทยและคนกระเหรี่ยงภาคเหนือตอนบนรู้จักท่านดีเรื่องที่จะเล่านี้เป็นเมตตาธรรมจากครูบาชัยยะวงศา มีชื่อเรื่องว่า“ทำบุญ สอง สลึง ทำให้แผ่นดินไหว “

Loading...

ครูบาชัยยะวงศา
ในอดีตกาลล่วงมาแล้วสมัยองค์พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพมีพระยาเจ้าเมืองเมืองหนึ่งมีใจศรัทธาปรารถนาจะถวายผ้ากฐินเป็นทานจึงได้ป่าวประกาศไปทั่วบ้านเมืองเพื่อเชิญชวนให้ชาวเมืองได้ร่วมทำบุญในครั้งนี้ข่าวทราบถึงมหาเศรษฐีสองคนผัวเมีย มีเงินทองอยู่ ๘๘ โกฏิ เขาทั้งสองเกิดความศรัทธาปิติยินดี ในกองบุญกฐินนั้นจึงตั้งใจที่จะร่วมถวายทานผ้ากฐินตกกลางคืนมาสองผัวเมียก็มาคิดว่าตัวเรานี้ มีข้าวของมากมายแต่ไม่มีอันใดเลยที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนมีแต่ใช้คนอื่นหามามันจะเกิดอานิสงส์แก่เรามากไหมหนอเมื่อคิดอย่างนั้นผู้เป็นผัวจึงชวนเมียว่าพรุ่งนี้เช้าเราพากันไปเกี่ยวหญ้ามาขายเอาเงินที่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงเราไปทำบุญมันจักได้บุญมากผู้เป็นเมียจึงตอบตกลงพอรุ่งเช้าก็พากันถือเคียวเที่ยวเกี่ยวหญ้ากลางแดดร้อนได้หญ้ามาสามมัดจึงเอามาสางเอามาล้างเเล้วมอบให้คนใช้นำไปขายให้คนเลี้ยงม้าได้เงินมาสามสลึงจึงมอบให้คนใช้สลึงหนึ่งผัวเอาสลึงหนึ่งเมียได้ สลึงหนึ่ง สองคนผัวเมียได้เงินสองสลึงแล้ว จึงพากันนำเงินนั้นมาชำระล้างด้วยน้ำอบน้ำหอม ตั้งจิตอธิษฐานยกเงินขึ้นเหนือหัว แล้วตั้งสัจจะอธิษฐาน ด้วยความปิติยินดี แล้วคิดว่านี่เเหละ คือเงินที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา เราจะได้บุญมาก
ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ สติ เตสํ นิวารณํ โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร. กระแสเหล่าใด : มีอยู่ในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เรากล่าวว่าสติเป็นเครื่องกั้นกระแส กระแสเหล่านั้น อันบุคคลปิดกั้นได้ด้วยปัญญา

ครูบาชัยยะวงศา
จากนั้นสองคนผัวเมียมหาเศรษฐีจึงเดินทางไปที่บ้านของพระยาเจ้าเมืองพอไปถึงก็เดินเข้าไปในบ้านไปหยุดตรงที่เขาตั้งขันรับบริจาคทานบุญกฐินไว้เขาจึงพากันหย่อนเงินลง“แก๊ก แก๊ก”แล้วก็เดินออกไปพอพระยาเจ้าเมืองเห็นจึงเดินมาดูในขันเห็นเงินอยู่สองสลึงจึงเกิดโทสะโกรธขึ้นเป็นฟืนเป็นไฟ“ว่า ไอ้อีสองคนนี้มันเป็นถึงมหาเศรษฐีมีข้าวของ ๘๘ โกฏิ มาตระหนี่ ดูถูกดูแคลนกู กูตั้งกองบุญกฐินเอาเงินมาร่วมนิดเดียวจึงหยิบเงินคว้างทิ้งลงพื้นกระเด็นไปตกข้างกำแพงพอถึงเวลาพระยาเจ้าเมืองและบริวารชาวบ้านชาวเมืองจึงพากันแห่ผ้ากฐินเข้าไปสู่อารามเพื่อจะถวายพระพุทธเจ้าครานั้นแผ่นดินไหวสนั่นไปทั่วบังเกิดต้นกัลปพฤกษ์ อกขึ้นตรงที่เงินสองสลึงตกอยู่พระยาเจ้าเมืองดีใจว่ากูนี้เป็นผู้มีบุญมากทำบุญกฐินแผ่นดินพอไหวต้นไม้กัลปพฤกษ์พองอกจึงวิ่งเข้าไปหมายจักหยิบเงินทองข้าวของที่ห้อยอยู่บนกิ่งกัลปพฤกษ์แต่เข้าไปไม่ถึงเกิดร้อนขึ้นนัยตาแทบแตกใครก็เข้าไม่ถึงมีแต่สองคนผัวเมียมหาเศรษฐีเท่านั้นที่เข้าไปได้และนำต้นกัลปพฤกษ์มาวางบนฝ่ามือได้พอดี

ครูบาชัยยะวงศา
เมื่อนั้นองค์พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า“เหตุที่แผ่นดินไหวและต้นกัลปพฤกษ์งอกขึ้นนั้นมิใช่เพราะนาบุญของท่านพระยาเจ้าเมืองเป็นเพราะอานิสงส์ของสองคนผัวเมียมหาเศรษฐีนั่นแหละ”คนเราอย่าได้นับประมาทดูถูกดูแคลนคนที่เขาทำบุญน้อยนิดเพราะเขาอาจจะแลกด้วยชีวิตถึงจะได้เงินนั้นมาทำบุญเขาอาจจะได้อานิสงส์มากว่าเราที่มีเงินแสนเงินล้านอีกก็ได้“บุญมิได้วัดกันที่ค่าของทรัพย์สินเงินทองแต่มันอยู่ที่กำลังใจนั่นแหละ”บางทีชาวไร่ชาวบ้านที่ยากจนนำเงินน้อยนิดที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของตนมาทำบุญอาจจะได้อานิสงส์มากกว่าคนรวยๆที่ได้เงินมาง่ายๆเสียอีกเน้อเป็นยังไงกันบ้างกับหลากหลายเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาของตำนานครูบาชัยยะวงศาบทความนี้นำมาเผยแพร่เพื่อศึกษาเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชาและเทิดทูนเกียรติบุคคลคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านผู้มีพระคุณทั้งนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบางเรื่องอาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

Leave a Reply